วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่าง บทพูดสุนทรพจน์


“ ชาติไทยพัฒนา  ชาวประชาสามัคคี”

          เรียนท่านประธาน  ท่านคณะกรรมการที่เคารพ  และสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน  ดิฉันผู้เข้าแข่งขัน  หมายเลข....... รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง  ที่ได้มากล่าวสุนทรพจน์  ในหัวข้อ  “ชาติไทยพัฒนา  ชาวประชาสามัคคี” ในวันนี้

“ ถ้าชาติใดมีความพร้อมเพรียงกัน      ในหมู่นั้นก็เจริญเพลิดเพลินผล
          ให้เกิดสุขสมหมายคลายกังวล                  เพราะทุกคนสามัคคีดีต่อกัน”

          ท่านผู้ฟังที่เคารพคะ  จากบทประพันธ์ที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นแสดงให้เห็นว่า  ชาติไทยจะพัฒนาได้ก็ด้วยประชาชนในชาติมีความสามัคคี  ความสามัคคี  คือ  การรวมพลังกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ทั้งกำลังกาย  กำลังความคิด  กำลังความรู้  สุดแต่ว่าผู้ใดจะมีกำลังอย่างใด  แล้วใช้กำลังความสามารถนั้นด้วยความพร้อมเพรียง  เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  โดยไม่ได้วิวาทบาดหมางกัน
          เมื่อประเทศชาติมีคนพร้อมเพรียงกันเช่นนี้  ย่อมนำไปสู่ความเจริญมั่นคง  เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข  ประเทศชาติพัฒนาเทียบเท่านานาอารยประเทศได้  และที่สำคัญจะเป็นสิ่งคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่างๆ แต่ทุกท่านทราบไหมคะว่า  เมื่อใดก็ตามที่คนในชาติแตกความสามัคคีกัน   ทั้งในด้านความคิด  คำพูด  และการกระทำ  คิดถึงประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์ของหมู่คณะแล้วไซร้  ก็จะก่อให้เกิดเป็นความเกลียดชัง  คิดทำลายล้างกัน  และแตกความสามัคคีโดยสมบูรณ์ในที่สุด  เมื่อแตกความสามัคคีแล้ววิกฤตทุกอย่างก็พร้อมใจกันเคลื่อนพลเข้าสู่สังคม แม้กระทั่งประเทศชาติได้อย่างง่ายดาย
          ดังเช่นเมื่อครั้งสุนทรภู่ไปเยี่ยมกรุงเก่า  เห็นสภาพปรักหักพังของเมืองอโยธยาก็อดที่จะบันทึกด้วยความหดหู่ไม่ได้ว่า

                   “กำแพงป้อมขอบคูก็ดูลึก       ไม่น่าอ้ายข้าศึกเข้ามาได้
          ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย           โอ้กระไรเหมือนบุรีไม่มีชาย”

          กรุงศรีอยุธยาแตกไม่ใช่เพราะ  ไม่มีทแกล้วทหาร  หากแต่แตกครานั้น  เพราะแตกความสามัคคีกันภายใน
          ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านคะ  ในภาวะสังคมปัจจุบันนี้  ความสามัคคีเป็นสิ่งที่ต้องการเป็นอย่างมากสำหรับคนในชาติ
          องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยอยู่เสมอว่า  ให้รู้รักสามัคคีกัน  คือรู้ว่า  ความสามัคคีก่อให้เกิดความสุขแด่หมู่ชน  และให้รัก

ในความสามัคคี  อันจะทำให้เกิดความพร้อมเพรียงในหมู่คณะ  ความสามัคคีจึงเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับคนในชาติที่จะเป็นเครื่องร้อยรัดให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 

การสร้างความสามัคคีนั้นทำได้ไม่ยากค่ะ  เราจะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  เช่น ในวัยเรียน  คราใดที่ครูเปิดเพลงหรือให้นักเรียนได้ร่วมร้องเพลง  “ สามัคคีชุมนุม”  เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน  ทำให้จิตใจของดิฉันรู้สึกฮึกเหิมและมุ่งมั่นในความสามัคคี  ทำกิจกรรมนั้นด้วยความสามัคคีอย่างเต็มกำลัง
          ทุกท่านคะ  ประเทศไทยเราบรรพบุรุษอุตส่าห์ สร้าง  สืบสาน  ส่งต่อ  และสั่งสมกันมาเป็นเวลานานนี้  ดิฉันมีความเชื่อว่าเราทุกคนรักประเทศชาติ  และต้องการที่จะให้ประเทศชาติของเราเป็นประเทศที่พัฒนาในด้านต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา  สังคมเศรษฐกิจ  การเมือง  และเทคโนโลยี ตลอดจนความสุข  ความศิวิไลซ์  นานาอารยประเทศให้การยอมรับนับถือ 
          ดังนั้น  ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเสริมสร้างความสามัคคี  ปลูกฝังความรักใคร่ในหมู่คณะ  ด้วยหลักการสำคัญ  ๕  ประการ  ดังนี้ค่ะ
          ประการที่  ๑  ฝึกตนให้สุภาพ  อ่อนน้อม  มีเมตตา
          ประการที่  ๒  การประพฤติตนในหลักธรรมจรรยา  อย่างมั่นคง
          ประการที่  ๓  ละเว้นการอาฆาต  พยาบาท อวดดื้อถือดี
          ประการที่  ๔  ประพฤติสิ่งที่จะปลูกความสามัคคี คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
          ประการที่  ๕   ปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรแก่การรักใคร่  นับถือ  โดยยึดมั่นในศีลธรรม  ความซื่อสัตย์
          ท่านผู้ฟังที่เคารพคะ  เมื่อความสามัคคีเกิดขึ้น  จะทำสิ่งใดก็จักสำเร็จผล  เพราะฉะนั้น  เราจะต้องช่วยกันทำให้คนในชาติมีความรักสามัคคี  เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ความสุข  ความสงบ  และภาพของความศิวิไลซ์วัฒนาสถาพรของชาติ  จักบังเกิดขึ้นแน่นอน....


........สวัสดีค่ะ....

                                             (นางสาวจารุวรรณ    ยืนสุข)
                                        ครูชำนาญการโรงเรียนลืออำนาจวิทยาคม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น