“
ชาติไทยพัฒนา ชาวประชาสามัคคี”
เรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมการที่เคารพ และสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉันผู้เข้าแข่งขัน หมายเลข.......
รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มากล่าวสุนทรพจน์
ในหัวข้อ “ชาติไทยพัฒนา ชาวประชาสามัคคี” ในวันนี้
“
ถ้าชาติใดมีความพร้อมเพรียงกัน ในหมู่นั้นก็เจริญเพลิดเพลินผล
ให้เกิดสุขสมหมายคลายกังวล เพราะทุกคนสามัคคีดีต่อกัน”
ท่านผู้ฟังที่เคารพคะ จากบทประพันธ์ที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นแสดงให้เห็นว่า ชาติไทยจะพัฒนาได้ก็ด้วยประชาชนในชาติมีความสามัคคี ความสามัคคี
คือ การรวมพลังกัน
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทั้งกำลังกาย กำลังความคิด กำลังความรู้
สุดแต่ว่าผู้ใดจะมีกำลังอย่างใด
แล้วใช้กำลังความสามารถนั้นด้วยความพร้อมเพรียง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยไม่ได้วิวาทบาดหมางกัน
เมื่อประเทศชาติมีคนพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่ความเจริญมั่นคง เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ประเทศชาติพัฒนาเทียบเท่านานาอารยประเทศได้ และที่สำคัญจะเป็นสิ่งคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่างๆ
แต่ทุกท่านทราบไหมคะว่า เมื่อใดก็ตามที่คนในชาติแตกความสามัคคีกัน ทั้งในด้านความคิด คำพูด
และการกระทำ
คิดถึงประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์ของหมู่คณะแล้วไซร้ ก็จะก่อให้เกิดเป็นความเกลียดชัง คิดทำลายล้างกัน และแตกความสามัคคีโดยสมบูรณ์ในที่สุด เมื่อแตกความสามัคคีแล้ววิกฤตทุกอย่างก็พร้อมใจกันเคลื่อนพลเข้าสู่สังคม
แม้กระทั่งประเทศชาติได้อย่างง่ายดาย
ดังเช่นเมื่อครั้งสุนทรภู่ไปเยี่ยมกรุงเก่า
เห็นสภาพปรักหักพังของเมืองอโยธยาก็อดที่จะบันทึกด้วยความหดหู่ไม่ได้ว่า
“กำแพงป้อมขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าอ้ายข้าศึกเข้ามาได้
ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้กระไรเหมือนบุรีไม่มีชาย”
กรุงศรีอยุธยาแตกไม่ใช่เพราะ ไม่มีทแกล้วทหาร หากแต่แตกครานั้น เพราะแตกความสามัคคีกันภายใน
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านคะ ในภาวะสังคมปัจจุบันนี้ ความสามัคคีเป็นสิ่งที่ต้องการเป็นอย่างมากสำหรับคนในชาติ
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยอยู่เสมอว่า ให้รู้รักสามัคคีกัน คือรู้ว่า
ความสามัคคีก่อให้เกิดความสุขแด่หมู่ชน
และให้รัก
ในความสามัคคี อันจะทำให้เกิดความพร้อมเพรียงในหมู่คณะ ความสามัคคีจึงเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับคนในชาติที่จะเป็นเครื่องร้อยรัดให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
การสร้างความสามัคคีนั้นทำได้ไม่ยากค่ะ เราจะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น ในวัยเรียน
คราใดที่ครูเปิดเพลงหรือให้นักเรียนได้ร่วมร้องเพลง “ สามัคคีชุมนุม” เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน
ทำให้จิตใจของดิฉันรู้สึกฮึกเหิมและมุ่งมั่นในความสามัคคี ทำกิจกรรมนั้นด้วยความสามัคคีอย่างเต็มกำลัง
ทุกท่านคะ ประเทศไทยเราบรรพบุรุษอุตส่าห์
สร้าง สืบสาน ส่งต่อ
และสั่งสมกันมาเป็นเวลานานนี้ ดิฉันมีความเชื่อว่าเราทุกคนรักประเทศชาติ
และต้องการที่จะให้ประเทศชาติของเราเป็นประเทศที่พัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สังคมเศรษฐกิจ
การเมือง และเทคโนโลยี
ตลอดจนความสุข ความศิวิไลซ์ นานาอารยประเทศให้การยอมรับนับถือ
ดังนั้น
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเสริมสร้างความสามัคคี ปลูกฝังความรักใคร่ในหมู่คณะ ด้วยหลักการสำคัญ ๕
ประการ ดังนี้ค่ะ
ประการที่ ๑ ฝึกตนให้สุภาพ
อ่อนน้อม มีเมตตา
ประการที่ ๒ การประพฤติตนในหลักธรรมจรรยา อย่างมั่นคง
ประการที่ ๓ ละเว้นการอาฆาต พยาบาท อวดดื้อถือดี
ประการที่ ๔ ประพฤติสิ่งที่จะปลูกความสามัคคี คือ
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ประการที่ ๕ ปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรแก่การรักใคร่ นับถือ
โดยยึดมั่นในศีลธรรม ความซื่อสัตย์
ท่านผู้ฟังที่เคารพคะ เมื่อความสามัคคีเกิดขึ้น
จะทำสิ่งใดก็จักสำเร็จผล
เพราะฉะนั้น
เราจะต้องช่วยกันทำให้คนในชาติมีความรักสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความสุข
ความสงบ
และภาพของความศิวิไลซ์วัฒนาสถาพรของชาติ
จักบังเกิดขึ้นแน่นอน....
........สวัสดีค่ะ....
(นางสาวจารุวรรณ ยืนสุข)
ครูชำนาญการโรงเรียนลืออำนาจวิทยาคม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น