แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอ่าน คิดวิเคราะห์ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอ่าน คิดวิเคราะห์ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การอ่านคิด วิเคราะห์ข่าว



หลักการอ่านและพิจารณาข่าว

ความหมายของข่าว



  ข่าว  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน   ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า   คำบอกเล่าเรื่องราว  ซึ่งโดยปรกติมักเป็นเรื่องเกิดใหม่หรือเป็นที่สนใจ, คำบอกกล่าว, คำเล่าลือ  คำว่า  ข่าว
ถ้ามองในแง่ของการสื่อสารข้อมูล  ก็จัดว่าเป็นข้อมูลชนิดหนึ่งที่จะต้องมี ผู้ที่ทำให้เกิดข่าว  ผู้ส่งข่าว สื่อกลางที่ใช้ในการส่งข่าว  และผู้รับข่าว  ในระหว่างสงครามข่าวส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลของฝ่ายตนเอง และฝ่ายตรงข้าม

ประเภทของข่าว
ในปัจจุบันเรามีข่าวสารหลากหลายประเภทมากมาย ตามแต่ที่ผู้คนจะต้องการรู้  เช่น
·         ข่าวการเมือง จะเป็นการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง  นักการเมือง  กระบวนการต่างๆ
ทางการเมือง
·         ข่าวสังคม จะเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นที่จับตามองของสังคม  เช่น  กลุ่มไฮโซ
นักธุรกิจ
·         ข่าวเศรษฐกิจ จะเป็นข่าวความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ  การเงิน  ราคาสินค้า  ดัชนีที่ใช้วัด ค่าทางเศรษฐกิจต่างๆ
·         ข่าวอาชญากรรม เป็นข่าวอีกประเภทหนึ่งที่มีคนนิยมอ่านจะเกี่ยวข้องกับ  คดีอาชฌากรรมกต่างๆ การเข้าจับกุมคนร้าย
·         ข่าวบันเทิง เป็นข่าวยอดนิยมของคนไทย เนื่องจากจะเป็นเรื่องราวในวงการบันเทิงของดารา นักร้อง ศิลปิน ผู้ที่เป็นที่ชื่นชอบ รวมถึง เรื่องคาวๆ ของวงการด้วย
·         ข่าวกีฬา เป็นข่าวที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องกีฬาต่างๆ ยิ่งถ้ามีการแข่งขันกีฬาใหญ่ๆ เช่น โอลิมปิก หรือ ฟุตบอลโลก ข่าวเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก
·         ข่าวการศึกษา  เป็นข่าวเกี่ยวกับวงการการศึกษา  เช่น มหาวิทยาลัย นักเรียนทุน
·         ข่าวสุขภาพ  เป็นข่าวเกี่ยวกับด้านสุขภาพร่างกาย  ความเป็นอยู่  อาหาร
นอกจากนี้ก็ยังมีข่าวบางประเภทที่มีอยู่ในสังคม เช่น ข่าวลือ ซึ่งมักเกิดกรณีที่มีเรื่องที่คลุมเครือ หรือมีเหตุระหองระแหงต่างๆ

http://th.wikipedia.org/wiki
คุณสมบัติของข่าว

ในการพิจารณาคัดเลือกเรื่องราวที่จะนำมาตีพิม
เป็น
ข่าวนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาเรื่ององค์ประกอบของข่าวแล้ว ยังต้องพิจารณาด้านคุณภาพของข่าวด้วย ข่าวที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
. มีความถูกต้องครบถ้วน (Accurracy)  ทุกรายละเอียดของข่าวไม่ว่าจะเป็นชื่อแหล่งข่าว ตำแหน่ง  หรือความคิดเห็น จะต้องถูกรายงานอย่างถูกต้องครบถ้วน เป็นข้อเท็จจริง  ไม่ถูกบิดเบือน
. มีความสมดุลและเป็นธรรม (Balance and Fairness) ผู้รายงานข่าวต้องนำเสนอข่าวทุกแง่ทุกมุมอย่างสมดุล เช่น เรื่องที่เสนอความขัดแย้ง  ก็ต้องนำเสนอความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายที่โต้แย้งกันอย่างสมดุลและเป็นธรรม
. มีความเที่ยงตรง  (Objectivity)  รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาอย่างปราศจากอคติใดๆ ไม่สอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวของผู้รายงานข่าวเข้าไปในข่าว
. เข้าใจง่าย  กะทัดรัด และชัดเจน (Simplicity, Concise, and Clear)  การรายงานข่าวต้องเข้าใจง่าย  ให้ผู้อ่านสามารถจับประเด็นได้เร็ว  ด้วยประโยคกะทัดรัด  แจ่มแจ้ง
. ความใหม่สดทันต่อเหตุการณ์  (Recentness)  ข่าวที่นำเสนอต้องใหม่  สด   
ทันเหตุการณ์  เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน  หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจึงแข่งขันกันในเรื่องความรวดเร็วของการนำเสนอข่าวให้ถึงมือผู้อ่านเร็วที่สุด
. ข่าวต้องมี ๕W H ได้แก่ Who What Where When Why และ How เพื่ออธิบายว่าใคร  ทำอะไร  ที่ไหน  เมื่อใด  ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น  และเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไร

โครงสร้างของข่าวและการใช้ภาษา

ข่าวประกอบด้วยส่วนสำคัญ   ส่วน  ซึ่งแต่ละส่วนมีลักษณะการใช้ภาษา  ดังนี้
. พาดหัวข่าว (Headline ) คือ  การนำประเด็นสำคัญของข่าวมาพาดหัวหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง   โดยใช้ตัวอักษรตัวใหญ่กว่าธรรมดา  ใช้เพียงข้อความสั้นๆ แต่สามารถเสนอสาระสำคัญให้แก่ผู้อ่านได้พิจารณาเลือกอ่านรายละเอียดข่าวที่ตนสนใจได้   ทั้งยังสามารถบอกภาพลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ ด้วย
 การพาดหัวข่าวจะต้องใช้ทักษะการเลือกถ้อยคำภาษาอย่างมาก   เพราะต้องดึงดูดความสนใจและกระทบต่อความรู้สึกของผู้อ่านไปพร้อมๆ  กับการใช้ถ้อยคำที่สั้นที่สุดให้สามารถอธิบายเนื้อความข่าวได้มากที่สุด   โดยอาจใช้คำที่รุนแรง   คำแสลง   ภาษาเฉพาะกลุ่ม   ใช้สำนวน   หรือเครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ เช่น
ปรับครม.เละ กรลุยสุวัจน์”,
ตื่นทารกประหลาด 3 หัว 2 ขา   เป็นต้น

. ความนำข่าว (Leads)   หรือวรรคนำ คือ  สาระสำคัญของเนื้อหาข่าวที่เขียนโดยย่อเพื่อสร้างความเข้าใจทั่วๆ ไปแก่ผู้อ่าน   แบ่งเป็น
ความนำข่าวแบบสรุป จะต้องตอบคำถาม ๕W H ได้แก่  การเขียนความนำข่าวที่มีเนื้อหาเดียวจะใช้วิธีการนี้  แต่ในกรณีข่าวนั้นๆ  มีหลายเนื้อหา จะใช้วิธีสรุปเรื่องราวของทุกเนื้อหาแล้วนำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน การเขียนความนำแบบสรุปจะใช้ภาษากระชับรัดกุม ตรงไปตรงมา ใช้คำสั้นแต่มีเนื้อความมาก เข้าใจง่าย
ความนำข่าวแบบภาพพจน์ซึ่งเขียนบรรยายหรือพรรณนาภาพเหตุการณ์ เรื่องราว
ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพความเคลื่อนไหว สภาพการณ์ อารมณ์ความรู้สึกของบุคคลต่างๆ ในเหตุการณ์นั้นอย่างแจ่มแจ้ง โดยผู้เขียนจะเริ่มจากการเขียนความนำแบบสรุป แล้วเพิ่มคำกริยา  คำช่วยกริยา  คำขยายกริยา  คำขยายวิเศษณ์  เพื่อเพิ่มเติมความเคลื่อนไหวและความรู้สึกเข้าไป ความนำแบบนี้มักใช้กับข่าวที่นำเสนอเหตุการณ์ที่มีความเคลื่อนไหว  เช่น  ข่าวอุบัติเหตุ  ข่าวชุมนุมประท้วง  เป็นต้น
ความนำข่าวแบบอัญพจน์เป็นความนำที่ตัดตอนถ้อยคำของบุคคลสำคัญ   ข้อความในประกาศ แถลงการณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของข่าวมาเขียนไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถ้อยคำของบุคคลสำคัญ หรือข้อความต่างๆ อย่างแท้จริง โดยไม่เกิดจากการสรุปหรือตีความของผู้เขียนข่าว
ความนำข่าวแบบกระแทกกระทั้นคือ   ความนำที่เริ่มจากความนำแบบสรุป   แล้วเพิ่มคำกริยา คำขยายที่แสดงความหนักแน่นรุนแรง ขึงขังแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างชัดเจน
ความนำข่าวแบบให้ภูมิหลัง  คือ   ความนำข่าวที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นของข่าวที่จะนำเสนอต่อไป   เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวได้ชัดเจนกระจ่างขึ้น
ความนำข่าวแบบเปรียบเทียบหรือแบบขัดแย้ง คือ  ความนำข่าวที่เขียนแสดงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่  ๒ เหตุการณ์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน หรือขัดแย้งกัน และประเด็นดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของเรื่องที่เป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน เช่น ข่าวสงคราม ข่าวอุบัติเหตุ  เป็นต้น
ภาษาที่ใช้ในการเขียนความนำข่าวต้องเขียนด้วยข้อความที่กระชับรัดกุม   เลือกสรรคำ โดยเฉพาะคำกริยา   วิเศษณ์   ที่ทำให้เห็นภาพ  แฝงอารมณ์ความรู้สึก   เลือกใช้คำสั้นๆ   แต่กินความมาก   คล้ายกับพาดหัวข่าว

.  ส่วนเชื่อมความนำข่าวกับเนื้อเรื่อง  (Neck)  เป็นข้อความสั้นๆ ที่เชื่อมระหว่างความนำข่าวกับเนื้อเรื่อง เพื่อให้การเขียนข่าวนั้นเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้

.  เนื้อเรื่องหรือเนื้อข่าว (Body) คือส่วนที่อธิบายหรือขยายรายละเอียดของส่วนประกอบอื่นๆ  ข้างต้น  เพื่อให้ผู้อ่านทราบเรื่องราวและเข้าใจลำดับความสำคัญของเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
๔.๑ การเขียนเนื้อเรื่องข่าวที่เสนอข้อเท็จจริง จะใช้ถ้อยคำกระชับรัดกุม ตรงไปตรงมา เสนอเฉพาะข้อเท็จจริงโดยใช้วิธีบรรยายโวหาร  ระดับภาษาตั้งแต่กึ่งทางการถึงระดับทางการ
๔.๒   การเขียนเนื้อเรื่องข่าวที่แสดงความเคลื่อนไหว  ผู้เขียนต้องสร้างภาพโดยใช้ถ้อยคำพรรณนาให้เห็นภาพเหตุการณ์อย่างชัดเจน   เน้นที่คำกริยา   เพิ่มคำแสดงอารมณ์   ความรู้สึก   ความคิดเห็นของผู้เขียน เข้าไปในรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย ข้อควรระวังคือ ผู้เขียนไม่ควร  สร้างภาพเกินความจริง
๔.๓  การเขียนเนื้อเรื่องข่าวที่เป็นคำพูด  ข้อความส่วนหนึ่งจะเป็นถ้อยคำที่เป็นความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์หรือแหล่งข่าว   ผู้เขียนจะใช้ถ้อยคำกระชับรัดกุม   ภาษาง่ายๆ   สื่อความหมายตรงไปตรงมา   อาจจะมีถ้อยคำแสดงความรู้สึก   อารมณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์ปรากฏอยู่ด้วย

หลักปฏิบัติในการอ่านคิดวิเคราะห์ข่าว

๑. กำหนดวัตถุประสงค์  การกำหนดวัตถุประสงค์ในการอ่านเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้ทราบข่าวและความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเมือง สังคมการศึกษา วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
๒.  อ่านพาดหัวข่าว   เป็นการอ่านกวาดสายตาแบบเร็ว ๆ  เพื่อดูว่าแต่ละหน้ามีข่าวสำคัญ ที่น่าสนใจอะไรบ้าง   ถ้าเราอ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำและติดตามเรื่องบางเรื่อง  ผู้อ่านก็สามารถจะพลิกไปหน้านั้นได้ทันที  การอ่านแบบกวาดสายตาเช่นนี้เป็นการเลือกข่าวที่จะอ่าน  โดยดูจากพาดหัวข่าว
๓.  อ่านข่าวนำ  การอ่านข่าวในหน้าแรกมีความสำคัญมาก   เนื่องจากเป็นย่อหน้าสรุปประเด็นสำคัญของข่าว   ซึ่งจะมีรายละเอียดที่บอกว่า   ใคร   ทำอะไร  ที่ไหน  เมื่อไร  อย่างไร  ทำไม  ในการอ่านพยายามตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
๔. วิเคราะห์ประโยค   ในบางครั้งเราอ่านข่าวไม่เข้าใจ  มีปัญหาสืบเนื่องมาจาก โครงสร้างของประโยคซับซ้อน  วิธีการที่จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น  คือ วิเคราะห์ว่าส่วนใดเป็นประธาน  ส่วนใดเป็นกริยาแท้  ส่วนใดเป็นส่วนขยาย  ถ้าวิเคราะห์โครงสร้างหลักได้ก็จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
           ๕. หาความหมายของศัพท์   ปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง  สำหรับผู้อ่านหนังสือพิมพ์  คือ บางครั้ง อ่านพบคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย  ทำให้เกิดความท้อถอย  คิดว่าอ่านแล้วคงไม่เข้าใจ  ถ้าเป็นคำราชาศัพท์ ผู้อ่านควรเปิดพจนานุกรมและจดคำศัพท์ไว้เพื่อทบทวนความจำ  อย่างไรก็ตามในการอ่านข่าวผู้อ่านควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงในข่าวจากแหล่งข่าวหรือสื่ออื่น ๆ ด้วยเพื่อจะได้รับข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้มากที่สุด

                                             (พรทิพย์  ศิริสมบูรณ์เวช  และคณะ. ๒๕๔๘ : ๖๒-๖๕)